เข้า Olive Young ที่เกาหลีครั้งแรก จะรู้สึกว่าเลือกยากกว่าที่คิด เพราะทั้งสกินแคร์ กันแดด มาสก์หน้า คุชชั่น ลิป ไปจนถึงของใช้สำหรับผมและผิวกาย รวมอยู่ในที่เดียว

สรุปสั้น ๆ: ตัดสินใจก่อนว่าจะซื้ออะไร เริ่มจากชั้นของขายดี แล้วคัดตามปัญหาผิวหรือเฉดที่ใช้ประจำ โปร 1+1 ให้ดูของที่ได้จริง ถามเรื่องคืนภาษีตอนจ่ายเงิน และคิดถึงพื้นที่ในกระเป๋าก่อนจ่าย

1. ก่อนไป: ตัดสินใจก่อนว่าจะซื้ออะไร

ไม่ต้องหาข้อมูลทุกชิ้นล่วงหน้า แค่รู้ว่าอยากได้อะไร งบประมาณเท่าไหร่ และอะไรที่ใช้แล้วเข้ากับผิว ก็ช้อปง่ายขึ้นมาก

ถ้ามีของที่อยากได้จริง ๆ ให้จดชื่อสินค้าและเบอร์สีไว้ ถ้าเป็นของเฉพาะอย่างเฉดคุชชั่น ลองเช็กสต็อกของสาขาที่จะไปในแอป Olive Young ก่อน จะได้ไม่เสียเที่ยว

2. ในร้าน: เปรียบเทียบในที่เดียว

ถ้าจะซื้อหลายอย่าง ร้านใหญ่ที่มีของเยอะจะสะดวกกว่า เพราะเทียบสกินแคร์ เมกอัพ และของฝากได้ในครั้งเดียว สาขาใหญ่ในย่านท่องเที่ยวอย่างเมียงดงมีของครบที่สุด

ถ้าเจอแบรนด์ไม่รู้จักเยอะจนไม่รู้จะเริ่มตรงไหน ลองดูชั้น BEST ขายดี หรือกำลังฮิตก่อน ของที่คนเลือกซื้อต่อเนื่องมักมีเหตุผล ทั้งราคา เนื้อสัมผัส หรือคุณสมบัติ จากนั้นค่อยคัดให้เหลือตัวที่เข้ากับสภาพผิวหรือผลลัพธ์ที่อยากได้

ลูกค้ากำลังเปรียบเทียบขวดและกระปุกสกินแคร์ในร้านเครื่องสำอาง
ใช้ทั้งของขายดีและปัญหาผิวของเราเป็นเกณฑ์ จะเลือกง่ายขึ้น ภาพประกอบ ToYouPick

3. ดูตามหมวดแบบนี้

สกินแคร์ เริ่มจากสิ่งที่ผิวต้องการ ผิวแห้ง ผิวแพ้ง่าย ทำความสะอาด หรือกันแดด จะพาไปคนละชั้น ถ้าเพิ่งเริ่มใช้สกินแคร์เกาหลี กันแดด คลีนเซอร์ และมาสก์หน้าเลือกง่ายที่สุด ส่วนเซรั่มกับครีม ให้เทียบกับเนื้อหรือส่วนผสมที่ใช้แล้วเข้ากับผิว

คุชชั่นและลิป ลองเทียบของจริง เบอร์ 21, 23, 25 ของคุชชั่นเป็นจุดเริ่มที่ดี แต่ต่างแบรนด์ เบอร์เดียวกันก็อาจดูต่างกัน ดูเพิ่มได้ที่คุชชั่นเกาหลีเบอร์ 21, 23, 25 ต่างกันยังไง สีลิปก็อาจต่างจากที่เห็นบนแพ็กเกจหรือหน้าจอมือถือ ถ้าลองได้ก็ควรลอง

ผม ผิวกาย และของฝาก แชมพู ทรีตเมนต์ และผลิตภัณฑ์ผิวกายมักเป็นขวดใหญ่ ต้องคิดถึงพื้นที่กระเป๋าด้วย ถ้าเป็นของฝาก มาสก์หน้า ไซซ์มินิ หรือเซ็ตพิเศษแบ่งให้คนอื่นได้ง่าย

ชั้นวางสกินแคร์ ตลับแป้ง ลิป และมาสก์หน้าที่ไม่มีชื่อแบรนด์
แยกดูเป็นหมวด ทั้งสกินแคร์ เมกอัพ มาสก์หน้า จะไม่หลงในร้าน ภาพประกอบ ToYouPick

4. ช้อปให้คุ้ม ต้องดูว่าโปรได้อะไรจริง

นอกจากส่วนลดปกติ Olive Young มักมีโปร 1+1, 2+1 เซ็ตพิเศษ และของแถม ถ้าเป็นของที่ใช้อยู่แล้วหรือจะแบ่งให้ครอบครัวเพื่อน ๆ ก็คุ้มมาก และเซ็ตที่มีรีฟิลหรือไซซ์มินิ ถ้าเลือกดีอาจคุ้มกว่าซื้อชิ้นเดียว แต่ถ้าเป็นของที่ยังไม่เคยใช้ ให้ดูราคาและของที่ได้จริง อย่าซื้อแค่เพราะได้ “เยอะกว่า”

โปรลดราคาใหญ่ที่สุด “โอลีฟยังเซล” มักจัดปีละประมาณ 4 ครั้ง ราวเดือนมีนาคม มิถุนายน ปลายสิงหาคมถึงกันยายน และธันวาคม ถ้าตรงกับทริปพอดี ลองเช็กโปรก่อนไป นอกช่วงเซลก็มีโปรรายชิ้นตลอด สิ่งสำคัญคือราคาจริงในวันที่ไป

5. ตอนจ่ายเงิน อย่าลืมถามเรื่องคืนภาษี

นักท่องเที่ยวต่างชาติขอคืนภาษีบางส่วนได้เมื่อเข้าเงื่อนไข และหลายสาขาของ Olive Young ทำให้ที่แคชเชียร์ได้เลย พกพาสปอร์ตตัวจริงแล้วถามตอนจ่ายเงิน รายละเอียด เช่น ขั้นต่ำ 15,000 วอนต่อใบเสร็จ และคืนทันทีหรือคืนภายหลัง ดูได้ที่คู่มือขอคืนภาษีในเกาหลี

6. ซื้อเยอะ? วางแผนแพ็กกระเป๋าด้วย

ถ้าซื้อของเหลวหรือเจลหลายชิ้น เช่น โทนเนอร์ โลชั่น กันแดด แชมพู ให้เช็กกฎสัมภาระของเที่ยวบินขากลับ

กระเป๋ากฎของเหลวและเจล
ถือขึ้นเครื่องแต่ละขวดไม่เกิน 100 มล. ใส่รวมในถุงซิปใสไม่เกิน 1 ลิตร 1 ใบ
กระเป๋าโหลดเครื่องสำอางทั่วไปเกิน 100 มล. ส่วนใหญ่ใส่ได้ แต่สเปรย์อาจมีข้อจำกัดเพิ่ม

เกณฑ์คือขนาดที่พิมพ์บนขวด ไม่ใช่ปริมาณที่เหลือ ขวด 150 มล. ที่เหลือครึ่งเดียวก็ถือขึ้นเครื่องไม่ได้ มาสก์หน้าแพ็กใหญ่ แชมพู ผลิตภัณฑ์ผิวกาย และเซ็ตใหญ่ ๆ ทำให้กระเป๋าหนักและเต็มเร็ว คิดถึงพื้นที่ก่อนจ่ายเงิน และถ้าซื้อเยอะให้เช็กกฎของสายการบินด้วย

ไปครั้งแรก จำลำดับนี้ไว้พอ

  • ตัดสินใจก่อนว่าจะซื้ออะไร ถ้าซื้อหลายชิ้นไปร้านใหญ่
  • เริ่มจากของขายดี แล้วคัดตามผิวหรือเฉดที่ใช้ประจำ
  • โปร 1+1 และเซ็ตพิเศษ ดูของที่ได้จริง
  • จ่ายเงินพร้อมพาสปอร์ต แล้วถามเรื่องคืนภาษี
  • ของเหลวเกิน 100 มล. ใส่กระเป๋าโหลด

สต็อก โปรโมชัน ช่วงเซล บริการคืนภาษี และกฎสัมภาระ ต่างกันไปตามช่วงเวลา สาขา และสายการบิน ก่อนไปหรือก่อนบินให้เช็กข้อมูลทางการด้วย